| Profiel van MokhaphonMOKEY WORLDFoto'sWeblogLijsten | Help |
|
29 september rest updateI rest my update in 2-6 month cause of my internet is broke again see you in .......may be next year??
thanks everyone who come to see my blog see ya. 27 augustus manekoมีกันให้ดูอีกแล้วสำหรับผลงานชิ้นที่ 3 เป็นผลงานลำดับที่ 2 รองจาก sorariz ทำเพื่อทดลอง
การเคลื่อนไหวในการตีกลอง ซึ่งก็มีแค่นั้นจริงๆเพราะส่วนอื่นก็ใช้ไอเดียจากต้นฉบับ music
video แทบทั้งหมด หลังจากอัพงานครั้งนี้แล้วอาจจะหายไปนานหน่อยในโหมดแกลลอรี่ เพราะ
เปิดเทอมพรุ่งนี้ ยังเหลืองานกลุ่มอีกกองพเนิน แต่สำหรับหัวข้ออื่นจะหมั่นมาอัพเรื่อยๆนะ
ว่างๆก็แวะเข้ามาติชมกันเน้อออ
23 augustus 360°Now On AIR !ในที่สุดก็เสร็จซะทีกับงาน360°ที่เคยสัญาไว้(เร็วดีไม๊) ช่วงนี้ทำงานแข่งกับเวลาแทบตลอด
งานครั้งนี้เป็นงานประกอบเพลงที่นำกลับมาแก้ไขใหม่ ตอนแรกกะแก้นิดเดียวแต่ไปๆมาๆดันทำ
ทั้งหมดเลย เอาละไม่พล่ามแล้วไปดูกันดีกว่า!!see 360°
22 augustus 360° coming soon ตอนแรกกะว่าจะอัพ งานตัวใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จ แต่กว่าจะกลับมาจากฝึกงานก็ปาเข้าไปเกือบ
เที่ยงคืน สัญญาว่าเร็วๆนี้ได้ดูกันแน่ครับสำหรับ 360° งานชิ้นทดลองชิ้นแรกที่ใช้3ดีมาผสมตามแนวคิด
2.5 Dimension
แล้วติดตามชมกันนะครับ ( หวังว่าคงไม่เกินอาทิตย์นี้นะ......คือเหลือตัดต่อนิดหน่อยอ่ะ 16 augustus MY FIRST ANIMEในที่สุดก็ได้ดูกันซะทีหลังจากงงกับวิธีอัพอยู่นานนนนน มากกกกก คราวหน้าจะทยอยลงเรื่อยๆเน้อ
ผลงานครั้งแรกในฐานะคนทำอะนิเม ไว้วันหลังจะเอาบทของเรื่องนี้มาลงนะครับ
Tokyo Tower night เมื่อวานแบกกล้องไปที่ทำงานด้วย หลังเลิกประชุมตอนราวๆ 3 ทุ่มก็แจ้นไปถ่ายรูปโตเกียวทาวเวอร์ตามที่เคยตั้งใจไว้ ไปถึงใกล้ๆ 4 ทุ่ม ทำให้ต้องเร่งสปีดมากขึ้น concept ครั้งนี้คือการถ่ายจากมุมไกลสุดแล้วค่อยคืบ.....คืบ......ดลานเข้าไปใกล้เป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ (ยังกับไปล่าอะไรซักอย่าง) ขากลับวิ่งแทบไม่ทันขึ้นรถไฟรอบสุดท้ายกลับบ้านพอดี อยู่มาจะ 3 ปีเพิ่งได้รูปโตเกียวทาวเวอร์กับเค้านี่ล่ะ เออะๆ อ้อรูปเข้าไปดูที่ photo นะครับV--V
ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยครั้งนี้ครับ 12 augustus Introคือ บางคนอาจจะเง็งๆ ว่าเอ๊ะไอ้นี่มันเป็นใครมาวิจารณ์นู่นนี่เลยจะขอแนะนำตัวหน่อยครับ (พอดีมีคนมาขอรายละเอียดเรื่องที่เรียนอยู่ด้วย )ใครที่ขี้เกียจอ่านก็ข้ามๆไปก็ได้ครับ หลังจากจบสถาปัตย์สาขาinterior จากพระจอมเกล้าลาดกระบัง ผมทำงานด้าน 3D presentation มา1ปีก่อนเข้าเรียนต่อภาษาที่ญี่ปุ่น ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่ JAPAN ELECTRONICS COLLEGE สาขา animation หลักสูตร 2 ปีครับ
- สาเหตุที่ตัดสินใจเดินทางมาเรียนที่ญี่ปุ่น ทำไมถึงอยากเรียน มาอยู่ที่ญี่ปุ่นกี่ปีแล้ว ? เพราะ อะนิเมของจิบบลิเรื่อง Spirited away พอดูจบก็เตรียมเก็บข้าวของมานี่เลย มาอยู่นี่ใกล้ 3 ปีแล้วครับ
- สถานศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับอะนิเมชั่นในญี่ปุ่นมีเยอะหรือเปล่า สำหรับคนที่อยากมาเรียนบ้างก่อนอื่นต้องศึกษาเรื่องใดบ้างก่อน ? สำหรับสาขา animation ที่ผมเรียนอยู่มี2หลักสูตรด้วยกัน คือ 2ปี ที่เรียนอยู่กับสาขาการวิจัย 3ปี ที่จะเจาะลึกถึงการเขียน programme การเคลื่อนไหว และการแต่ง sound ประกอบ animation ( เหมือนกับเพลงประกอบหนัง )ส่วนสาขาที่ผมเรียนอยู่เน้นที่การทำภาพเคลื่อนไหวและการกำกับ (director) animation ที่กำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ animation3มิติ แต่เป็น 2มิติหรือที่รู้จักกันในชื่อ อะนิเม ตามแบบญี่ปุ่นซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำ animation3มิติไม่ได้นะครับ เพราะมีวิชาเอกที่เป็น 3Dmax อยู่ด้วยอยู่ที่ใครตั้งใจจะเจาะไปทางด้านถนัดด้านไหนมากกว่า สำหรับวิชาเอกมีรายละเอียดดังนี้ครับ - การทำภาพเคลื่อนไหว เรียนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต - Background production เรียนเกี่ยวกับการวาดหรือสร้างทัศนียภาพประกอบ animation - 3d Studio เรียนเกี่ยวกับ 3dCG operation - After Effect เรียนเกี่ยวกับการตัดต่อภาพ (editor production ) - Director เรียนเกี่ยวกับการกำกับหนัง ส่วนปริมาณโรงเรียนที่รองรับงานด้านนี้ก็มีไม่น้อยครับ แต่ที่มีหลักสูตรครบทั้งโปรดักชั่นค่อนข้างหายากเหมือนกันโดยเฉพาะโรงเรียนที่รองรับชาวต่างชาติ เรื่องที่ทุกคนควรทำความเข้าใจก่อนมาเรียนด้านนี้คือข้อแตกต่างระหว่างหนังการ์ตูนกับการ์ตูนครับ ความหมายของผมคือหนังการ์ตูนคือหนังดีๆนี่เองแต่ภาพที่ออกมาเป็นการ์ตูน ส่วนการ์ตูนยกตัวอย่างเช่น ทอมแอนด์เจอรรี่ คือมีส่วนของดราม่าน้อยกว่าคำว่าหนัง เพราะฉะนั้นโปรดักชั่นที่ทุกคนจะได้เรียนทั้งหมดคือการทำภาพที่วาดกลายเป็นหนังดังนั้นจะต้องเหนื่อยกว่าแน่นอน จึงขอให้เตรียมใจไว้ครับ
- ทำไมจึงเลือกเรียนที่นี่ สอนเป็นภาษาอะไร ก่อนเข้าเรียนที่นี่ผมตั้งใจจะเรียนต่อด้าน CG game ( ตอนที่ยังงงๆอยู่ว่าอะนิเมมันคืออะไรกันแน่ ) แต่หลังจากหาข้อมูลและสำรวจตัวเองดูแล้ว ไม่ผิดหวังครับกับสาขาที่เลือกอยู่ตอนนี้ การหาข้อมูลที่นี่มีหลากหลายแบบที่สามารถทำได้ครับ การสอบถามข้อมูลโดยตรงจากทาง ร.ร. หรือขอข้อมูลจาก ร.ร.ภาษาที่ตัวเองเรียนอยู่และที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือการทดลองเรียนจริง1วันเต็มโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น จะเข้าสมัครกี่ครั้งก็ได้ด้วย ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ตัวเองสามารถรู้ว่าตัวเองชอบหรืออยากที่จะเรียนอะไรกันแน่ ส่วนภาษาแน่นอนครับว่าภาษาญี่ปุ่น - มีผลงานอะไรบ้างตอนนี้ มีอะนิเมสั้นที่เป็นผลงานเลื่อนชั้นและอะนิเมประกอบเพลงอีก 2 ตัวครับ งานแรกได้รางวัลรองชนะเลิศและได้เข้าร่วมนิทรรศการ short anime ของมหาลัยวาเซดะ ชื่อผลงาน sorariz http://www.jec.ac.jp/ac/back/2005/vol06.html OKUBO 060 ผมเพิ่งตระหนักถึงพลังของมนุษย์ หลังจากตื่นมาตอนตี 5 เพื่อเดินไปถ่ายรูปที่สถานีใกล้บ้าน เมื่อคืนนั่งคิดงานถึงตี 2 มีความคิดแวบเข้ามาในหัว ว่าถ้าได้ถ่ายรูป ตอนเช้าๆบ้างก็คงดี และแล้วเช้านี้ตัวก็เด้งขึ้นมา แบกกล้องพร้อมกางเกงขาสั้นก้าวฉับๆไปยังสถานี เวลาคนเราตั้งใจจะทำอะไรจริงๆจังๆ สมองมักจะสั่งการโดยไม่รู้ตัว คราวหลังคิดว่าจะไปถ่ายแถวโตเกียวทาวเวอร์ดูมั่ง แต่คงไปพร้อมกางเกงขาสั้นไม่ได้แล้วล่ะ เหอะๆ ( รูปย้ายไปที่ photo แล้วครับ ) 10 augustus 'Gedo senki' Renaissance of Ghibli
ผมได้ไปดู Tales from earthsea หรือ Gedo senki ( ゲド戦記 ) มาเมื่อวันเปิดตัวที่ 29 เดือน 7 ซึ่งเป็นความบังเอิญจากการนั่งรถไฟเลยป้ายหลังจากกลับจากฝึกงานที่บริษัท ( ที่มีส่วนร่วมกับหนังในครั้งนี้ ) ทั้งๆที่ไม่คิดว่าจะไปดูในวันแรกเพราะตามปกติของหนังจิบบลิที่จะเต็มจนต้องยืนในวันแรกเสมอ แต่เมื่อไปถึงก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่ามีที่ว่างขนาดเลือกได้ตามใจ ทำให้คิดไปถึงข่าวลือต่างๆนานาที่ไม่สู้ดีนักของหนังเรื่องนี้ และแล้วผมประจักษ์แจ้งถึงข่าวลือต่างๆนั้นหลังจากออกมาจากโรงพร้อมๆกับสีหน้าผิดหวังเหมือนกับผู้ชมคนอื่นๆและเริ่มมั่นใจแล้วว่าตั้งแต่มาที่ญี่ปุ่นนี่ เป็นยุคขาลงของจิบบลิอย่างแท้จริง ในตอนแรกผมยังไม่แน่ใจว่าความรู้สึกด้านลบที่มีต่อหนังนั้นถูกต้องแค่ไหนจนได้มาอ่านบทวิจารณ์ที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ซึ่งเป็นแฟนจิบบลิเขียนอธิบายว่า “ ทำไม “ หนังเรื่องนี้จึงได้แค่ 2ดาวจาก 5 ดาวแพ้หนัง3มิติอย่าง CARS ไปอย่างขาดลอย สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับlสตูดิโอที่เคยทำผลงานระดับมาสเตอร์อย่าง Mononoke และ Spirit away เท่าที่ผมอ่านบทวิจารณ์พอจะรวบรวมเหตุผลเหล่านั้นมาได้ดังนี้ครับ
ส่วนข่าวลือที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้นนั้นเกี่ยวกับปัญหาต่างๆระหว่างขั้นตอนการผลิต ผมได้อ่านบทวิจารณ์ที่เขียนถึงที่มาต่างๆของปัญหาดังกล่าว จะขอสรุปดังนี้ครับ เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าของผลงานต้นฉบับหนังสือ Tales from earthsea ได้ร้องขอให้จิบบลินำผลงานของตนมาทำเป็นอะนิเมชั่น มิยาซากิผู้พ่อซึ่งชื่นชอบหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างมากได้ตอบปฏิเสธไปโดยให้เหตุผลว่าผลงานของตัวเองแทบทั้งหมดได้รับอิทธิพลมาจาก Tales from earthsea แทบทั้งสิ้น ถึงจะให้ตัวเองกำกับเองก็เหมือนกับนำผลงานเก่าๆของจิบบลิมาเผาผีให้ดูกันอีกครั้ง ด้วยความที่ตัวเองอายุก็มากแล้ว( 2006 : 65ปี )ไม่มีพลังมากพอในการผลักดันให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ ดังนั้นจึงขอปฏิเสธไป ถึงตรงนี้ โปรดิวเซอร์ ซุซุกิ ก็ออกความเห็นขึ้นมาว่า “น่าเสียดายถ้าจะปล่อยให้เรื่องที่คุยกันจบลงแค่นี้” และนั่นเป็นคำพูดที่มาของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ดังที่เราๆได้เห็นกัน ในช่วงหลังจาก มิยาซากิผู้พ่อถอนตัวจากผู้กำกับจิบบลิดูเหมือนจะอ่อนกำลังลงจากบุคลากรส่วนใหญ่ที่มีอายุน้อย นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ ซุซุกิ ต้องดึงคนนอกเข้ามาซึ่งคนที่ว่านั้นคือคนที่มีชื่อนำหน้าเหมือนมิยาซากิผู้พ่อได้แก่มิยาซากิคนลูก มิยาซากิ โกโร่ นั่นเอง บางคนอาจจะงงว่าทำไม มิยาซากิ โกโร่ถึงถูกเรียกว่าคนนอก ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าคนๆนี้ไม่เคยมีส่วนร่วมในการสร้างงานที่ผ่านมาของจิบบลิใดๆเลยทั้งสิ้น ทำหน้าที่เป็นแค่หัวหน้า Ghibli Museum เท่านั้น แต่ความคิดของซุซุกิคือถ้าสตาฟคอยช่วยเหลือมิยาซากิคนลูกล่ะก็ งานก็น่าจะไปรอด................ต่อมาซุซุกิก็เข้าใจว่ามันไม่เป็นไปตามที่คิด (เลยนี่หว่า! ) Episode แรกของ Tales from earthsea ว่าด้วยการหาตัวเองซึ่งถูกใช้มานับไม่ถ้วนแล้วในประวัติอะนิเมของญี่ปุ่น เมื่อเป็นดังนั้นซุซุกิก็ตัดสินใจว่าจะเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ Episodeที่ 3 การตัดสินใจครั้งนี้เกิดเสียงต่อต้านจากเหล่าสตาฟว่าถ้าคิดจะทำก็ควรเริ่มทำตั้งแต่Episode แรกโดยแบ่งทั้ง 3 Episode ให้ชัดเจน แต่ในเมื่อซุซุกิไม่ยอมก็มีอันทำให้สตาฟส่วนหนึ่งไม่เข้าร่วมขั้นตอนการผลิตครั้งนี้ สำหรับผู้กำกับแล้วเปรียบเสมือนการตัดมือตัดเท้าเลยทีเดียว ตัวมิยาซากิ โกโร่เองซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ใดๆมาก่อนบวกกับบุคลากรที่มีไม่ครบทีม ทั้งหมดทำให้ผู้ชมที่ได้เห็นโฆษณาที่ดูดีเกินจริงของหนังเรื่องนี้ตั้งแต่แรกต้องหงุดหงิดหลังเดินออกมาจากโรง ( รวมถึงผมด้วย ) ครับ ว่ากันมาซะยาวยืดคงพอทำให้คนที่ได้ดูแล้วหายแคลงใจกับความต่างจากหนังก่อนๆของจิบบลิขึ้นมาบ้าง ส่วนคนที่ยังไม่ได้ดู สำหรับแฟนๆของจิบบลิผมแนะนำให้ไปดูเถอะครับ แล้วคุณจะเห็นการเข้าสู่ยุคมืดของจิบบลิอย่างแท้จริง ( ไม่ได้ประชดนะ )
อ้อสำหรับคนที่สนใจบทวิจารณ์ : http://moviessearch.yahoo.co.jp/detail/tymv/id324031/ ( in Japanese ) 07 augustus choiceคนเรามีทางเลือก 2 ทางเมื่อเกิดอาการล้มลุกคลุกคลาน
12 juli Miyasaki VS Oshi宮崎 VS 押井 – Miyasaki VS Oshi จุดต้นของบทความนี้เรื่มมาจากการไปซื้อ 「もののけ姫はこうして生まれた」ซึ่งเป็นดีวีดีเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตทั้งหมดของโมโนโนเกะหนังเรื่องสุดท้ายของจิบบลิในการใช้เซลอะนิเมชั่น ( cell animation ) ในส่วนสุดท้ายของดีวีดี เป็นบทสัมภาษณ์ตอนนำโมโนโนเกะไปฉายที่อเมริกานักข่าวที่นั่นตั้งคำถามมิยาซากิว่ารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับไซ-ไฟอะนิเมชั่นหรือพวกหนังที่เป็นรูปแบบของอนาคต ( ประเภทในปี2053 โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่.......ฯลฯ....ทำนองนั้น )คำตอบของมิยาซากิคือไม่ชอบหนังแนวนั้นเพราะ “ โอ้อวดความสิ้นหวังในตัวเอง มองสิ่งรอบตัวอย่างผิวเผิน รวมถึงขอบเขตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ไม่มี น้ำหนักมากพอ ดูไร้ค่าและไร้ซึ่งความสวยงาม” ซึ่งถ้าดูกันจริงๆแล้วหนังของมิยาซากิก็ไม่ใช่แนวไซ-ไฟอะนิเมชั่นแต่อย่างใดถึงแม้เจ้าตัวจะชอบวาดพวกเครื่องจักรกลมากก็ตาม ตัวผมซึ่งได้รับผลกระทบจากอะนิเมชั่นของญี่ปุ่นมาจาก 2 สายหลักๆได้แก่ สายของมิยาซากิหรือจิบบลิที่ทุกคนรู้จักกันดีส่วนอีกสายนึงคือ ส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของ โอชี่ มาโมรุ ผู้กำกับเจ้าของผลงาน Ghost in the shell ต้นแบบที่มาของ The Matrix ไซ-ไฟ ชื่อกระฉ่อนที่สั่นสะเทือนวงการด้วยการถ่ายทำและเรื่องราวที่แหวกแนวหนังไซ-ไฟทุกเรื่องที่เคยมีมา ทั้ง2คนที่เป็นผู้นำในการพาวงการอะนิเมชั่นของญี่ปุ่นให้เป็นที่รู้จักของโลก ผู้นำที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ในส่วนแรกผมขอนำบทความของโอชี่ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ที่ถูกตีความในเน็ท เกี่ยวกับมิยาซากิมาให้อ่านกัน ( http://www.azcentral.com/ent/movies/articles/0224anime24.html ) I think I am a model citizen in real life, but in my brain, that's different," Oshii says with a big smile. "Everybody has a fantasy of doing something bad. Sometimes I want to launch missiles into every building in Tokyo, so I create a movie like that. I am making films about what I am thinking about: missiles hitting buildings. พอผมอ่านในตอนแรกไม่มีความเห็นใดๆทั้งสิ้นได้แต่รีบค้นหาบทสัมภาษณ์ของมิยาซากิมาอ่านและแล้วก็เจอบทความที่มีพลังพอที่จะตอบคำความคิดของโอชี่ได้ มีดังนี้ครับ ( http://www.midnighteye.com/interviews/hayao_miyazaki.shtml )
Other than some Japanese animation we get to see on this side of the world, your films always express a sense of positivity, hope and a belief in the goodness of man. Is this something you consciously add to your films? In fact, I am a pessimist. But when I'm making a film, I don't want to transfer my pessimism onto children. I keep it at bay. I don't believe that adults should impose their vision of the world on children, children are very much capable of forming their own visions. There's no need to force our own visions onto them. So you feel that the films you make are all aimed at children? I never said that Porco Rosso is a film for children, I don't think it is. But apart from Porco Rosso, all my films have been made primarily for children. There are many other people who are capable of making films for adults, so I'll leave that up to them and concentrate on the children. But still there are millions of adults that watch your films and who get a lot of enjoyment out of your work. That gives me a lot of pleasure, of course. Simply put, I think that a film which is made specifically for children and made with a lot of devotion, can also please adults. The opposite is not always true. The single difference between films for children and films for adults is that in films for children, there is always the option to start again, to create a new beginning. In films for adults, there are no ways to change things. What happened, happened. Do you believe in the necessity of fantasy in telling children's stories? I believe that fantasy in the meaning of imagination is very important. We shouldn't stick too close to everyday reality but give room to the reality of the heart, of the mind and of the imagination. Those things can help us in life. But we have to be cautious in using this word fantasy. In Japan, the word fantasy these days is applied to everything from TV shows to video games, like virtual reality. But virtual reality is a denial of reality. We need to be open to the powers of imagination, which brings something useful to reality. Virtual reality can imprison people. It's a dilemma I struggle with in my work, that balance between imaginary worlds and virtual worlds. พอได้อ่านบทความตอนนี้แล้วพอจะสรุปได้ว่ามิยาซากิสร้างงานขึ้นมาจากมุมมองแบบไหน มิยาซากิเคยกล่าวในบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับความจำของเด็กๆว่าเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบไม่สามารถแยกแยะระหว่างโลกความจริงกับซึ่งที่อยู่ในจอทีวีได้ เพราะฉะนั้นที่ควรทำที่สุดคือให้เด็กมีประสบการณ์ในการฝึกประสาททั้ง 4 คือ กิน ฟัง ได้กลิ่นและการสัมผัสให้มากสุด โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยในส่วนนี้เพราะในปัจจุบันเด็กเอาแต่นั่งจ้องจอทีวีจนถูกขังอยู่ในโลกที่ผู้ใหญ่สร้างมาหลอกพวกเขา จนเกิดปัญหาเกี่ยวกับความรู้สึกเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมจริงหรือมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อจะบอกว่าใครถูกใครผิดเพราะผมก็ได้รับอิทธิพลมาจากทั้ง 2 ด้านเพียงแต่อยากให้ทุกคนวิเคราะห์ในสิ่งที่คนๆนึงตั้งใจว่าจะเชื่อและเดินตามทางนั้น ทั้ง 2 คนมีเส้นทางการเดินไม่เหมือนกันซึ่งคุณเองไม่มีทางเข้าใจถ้ายังไม่ได้ดูผลงานของพวกเขา ถ้ามีโอกาสก็ลองหามาดูนะครับเผื่อจะได้คำตอบที่คุณหาอยู่ก็เป็นได้
|
|
|